จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คำซ้อน(๑)

คำซ้อน

          คำซ้อน (บางทีเรียก คำคู่) คือ คำที่มีคำเดี่ยว 2 คำ อันมีความหมายหรือเสียงคล้ายกันใกล้เคียงกัน หรือเป็นไปในทำนองเดียว
กัน ซ้อนเข้าคู่กัน เมื่อซ้อนแล้วจะมีความหมายใหม่เกิดขึ้น หรือมีความหมายและที่ใช้ต่างออกไปบ้าง คำซ้อนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ก. คำซ้อนเพื่อความหมาย           ข. คำซ้อนเพื่อเสียง
เจตนาในการซ้อนคำก็เพื่อให้ได้คำใหม่ มีความหมายใหม่ ถ้าซ้อนเพื่อความหมาย ก็มุ่งที่ความหมายเป็นสำคัญ ถ้าซ้อนเพื่อเสียง ก็มุ่งที่เสียงเป็นสำคัญ
          ก. คำซ้อนเพื่อความหมาย
วิธีสร้างคำซ้อนเพื่อความหมาย
          1. นำคำเดี่ยวที่มีความหมายสมบูรณ์ มีที่ใช้ในภาษามาซ้อนเข้าคู่กันคำหนึ่งเป็นคำต้น อีกคำหนึ่งเป็นคำท้าย คำต้นกับคำท้ายมีความหมายคล้ายกัน ใกล้เคียงกัน หรือไปในทำนองเดียวกัน อาจเป็น คำไทยด้วยกันหรือคำต่างประเทศด้วยกันหรือเป็นคำไทยกับคำต่างประเทศซ้อนกันเข้ากันก็ได้
          2. ซ้อนกันแล้วต้องเกิดความหมายใหม่ ซึ่งอาจไม่เปลี่ยนไปจากความหมายเดิมมากนัก หรืออาจเปลี่ยนไปเป็นอันมาก แต่ถึงจะเปลี่ยนความหมายหรือไม่เปลี่ยนอย่างไรก็ตาม ความหมายใหม่ย่อมเนื่องกับความหมายเดิม พอเห็นเค้าความหมายได้ประโยชน์ของคำซ้อนเพื่อความหมาย

          1.ทำให้ได้คำใหม่หรือคำที่มีความหมายใหม่ขึ้นในภาษา เช่น คำ แน่น กับ หนา 2 คำ อาจสร้างให้เป็น หนาแน่น แน่นหนา
          2. ช่วยแปลความหมายของคำที่นำมาซ้อนกัน คำที่นำมาซ้อนกันต้องมีความหมายคล้ายกัน
          3. ช่วยทำให้รู้หน้าที่ของคำและความหมายของคำได้สะดวกขึ้น เช่น คำ เขา อาจเป็นได้ทั้งนามและสรรพนาม ความหมายก็ต่างกันไปด้วย ถ้าซ้อนกันเป็น เขาหนัง (ดังที่กล่าวว่า จับได้คาหนังคาเขา หรือในโคลงที่ว่าโคความวายชีพด้วยเขาหนัง) ย่อมรู้ได้ว่า เขา เป็นคำนาม หมายถึงอวัยวะส่วนหนึ่งบนหัวของสัตว์บางชนิด แต่ถ้าซ้อนกันเป็น ของเรา (เช่นที่พูดว่าถือเขาถือเรา) เช่นนี้ เขาต้องเป็นสรรพนาม หมายถึงผู้ที่เราพูดถึงถ้าหากว่าใช้คำเดี่ยวๆ
          4. ช่วยกำหนดเสียงสูงต่ำให้ได้ และทำให้รู้ความหมายไปได้พร้อมกัน เช่น น้าอา หน้าตา หนาแน่น

ลักษณะของคำซ้อนเพื่อความหมายที่เป็นคำไทยซ้อนด้วยกัน
          1. ซ้อนแล้วความหมายจะปรากฏอยู่ที่คำต้นหรือคำท้ายตรงตามความหมายนั้นเพียงคำใดคำเดียว อีกคำหนึ่งไม่มีความหมายปรากฏ เช่น
ที่ความหมายปรากฏอยู่ที่คำต้น ได้แก่  คอเหนียง (ในความ คอเหนียงแทบหัก)            ใจคอ (ในความ ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว)
แก้มคาง (ในความ แก้มคางเปื้อนหมด)      หัวหู (ในความ หัวหูยุ่ง)
ที่ความหมายปรากฏอยู่ที่คำท้าย ได้แก่       หูตา (ในความ หูตาแวววาว)        เนื้อตัว (ในความ เนื้อตัวมอมแมม)
          2. ความหมายของคำซ้อนปรากฏที่คำใดคำเดียวตรงตามความหมายนั้นๆ เช่นข้อ 1 ต่างกันก็แต่คำที่มาซ้อนเข้าคู่กันเป็นคำตรงกันข้ามแทนที่จะมีความหมายเนื่องกับคำตรงกันข้ามนั้นๆ กลับมีความหมายที่คำใดคำเดียวอาจเป็นคำต้นก็ได้คำท้ายก็ได้

ที่ปรากฏที่คำต้น ได้แก่ ผิดชอบ (ในคำ ความรับผิดชอบ)
ที่ปรากฏที่คำท้าย ได้แก่ ได้เสีย (เช่น เล่นไพ่ได้เสียกันคนละมากๆ)

          3. ความหมายของคำซ้อนที่ปรากฏอยู่ที่คำทั้งสอง ทั้งคำต้นและ

คำท้าย แต่ความหมายต่างกับความหมายของคำเดี่ยวอยู่บ้าง เช่น พี่น้องหมายถึงผู้ที่อยู่ในวงศ์วานเดียวกันเป็นเชื้อสายเดียวกันใครอายุมาก   นับเป็นพี่ ใครอายุน้อยนับเป็นน้อง ถ้าใช้คำว่าพี่น้องท้องเดียวกัน จึงถือเป็นผู้ร่วมบิดามารดาเดียวกัน
ลูกหลาน ก็เช่นกัน มิได้หมายเจาะจงว่า ลูกและหลาน หรือลูกหรือหลาน เช่น เขาเป็นลูกหลานครู ย่อมหมายถึงผู้ที่สืบเชื้อสายมา
จากครู อาจเป็นลูกหรือหลายหรือเหลน ก็ได้ ไม่ได้ระบุลงไปแน่

          4. ความหมายของคำซ้อนปรากฏเด่นอยู่ที่คำใดคำเดียว ส่วนอีกคำหนึ่งถึงจะไม่มีความหมายปรากฏ แต่ก็ช่วยเน้นความหมายยิ่งขึ้น เช่นเงียบเชียบ เชียบไม่มีความหมาย แต่ช่วยทำให้คำ เงียบเชียบ  มีความหมายว่า เงียบ มากยิ่งกว่า เงียบ คำเดี่ยวคำเดียว


ดื้อดึง ก็มีลักษณะ ดื้อ มากกว่า ดื้อดึง ขนาดใครว่าอย่างไรก็ไม่ฟัง จะทำตามใจตนให้ได้
คล้ายคลึง มีลักษณะ เหมือน มากกว่า คล้าย

          5. ความหมายของคำซ้อนกับคำเดี่ยวต่างกันไป บางคำอาจถึงกับเปลี่ยนไปเป็นคนละความ ที่ใดควรใช้คำเดียว กลับไปใช้คำซ้อนหรือกลับกัน ที่ใดควรใช้คำซ้อนกลับไปใช้คำเดี่ยว เช่นนี้ ความหมายย่อมผิดไป คำซ้อนลักษณะนี้ได้แก่
พร้อม กับ พร้อมเพรียง เช่น เด็กมีความพร้อมที่จะเรียน หมายความว่า ประสาทต่างๆ ถึงเวลาจะทำงานได้ครบถ้วน เพราะ
พร้อม แปลว่า เวลาเดียวกัน ครบครัน ฯลฯ หากใช้ว่าเด็กมีความพร้อมเพรียงที่จะเรียน ต้องหมายว่ามีความร่วมใจกันเป็นอันหนึ่ง
อันเดียวกันในการเรียน เพราะพร้อมเพรียง มีความหมายเช่นนั้น
แข็ง กับ แข็งแรง แข็งอาจใช้ได้ทั้งกายและใจ เช่น เป็นคนแข็งไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร หรือใจแข็ง ไม่สงสาร ไม่ยอมตกลงด้วย
ง่ายๆ ส่วนแข็งแรง ใช้แต่ทางกายไม่เดี่ยวกับใจ คนแข็งแรงคือคนร่างกายสมบูรณ์มีเรี่ยวแรงมาก

          6. คำซ้อนที่คำต้นเป็นคำคำเดียวกันแต่คำท้ายต่างกัน ความหมายย่อมต่างกันไป เช่น
จัดจ้าน (ปากกล้า ปากจัด) กับ จัดเจน (สันทัด ชำนาญ)
เคลือบแคลง (ระแวง สงสัย) กับ เคลือบแฝง(ชวนสงสัยเพราะความจริงไม่กระจ่าง)
ขัดข้อง (ติดชะงักอยู่ ไม่สะดวก) กับ ขัดขวาง (ทำให้ไม่สะดวกไปได้ไม่ตลอด)

          7. ความหมายของคำซ้อนขยายกว้างออก ไม่ได้จำกัดจำเพาะความหมายของคำเดี่ยวสองคำมาซ้อนกัน ได้แก่เจ็บไข้ ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงเจ็บเพราะบาดแผลหรือฟกช้ำและมีอาการความร้อนสูงเพราะพิษไข้ แต่หมายถึงอาการไม่สบายเพราะสุขภาพไม่ดี เรื่องใดๆ ก็ได้ทุบตี หมายถึงทำร้ายด้วยวิธีการต่างๆ อันอาจเป็น เตะ  ต่อย ทุบ ถอง ฯลฯ ไม่ได้หมายเฉพาะทำร้ายด้วยวิธีทุบและตีเท่านั้น    ฆ่าฟัน ไม่จำเป็นต้องทำให้ตายด้วยคมดาบ อาจใช้ปืนหรืออาวุธอย่างอื่นทำให้ล้มตายก็ได้

คำซ้ำ

คำซ้ำ
          คำซ้ำคือคำคำเดียวกันนำมากล่าว 2 ครั้ง มีความหมายเน้นหนักหรือบางทีต่างกันไปหรือคำที่เพิ่มขึ้นโดยออกเสียงให้ต่อเนื่องกันกับคำเดี่ยวเพียงคำเดียว จึงถือว่าเป็นคำสร้างใหม่ มีความหมายใหม่ทำนองเดียวกับคำซ้อน ต่างกันก็แต่เพียงคำซ้ำใช้คำคำเดียวกันซ้อนกันเท่านั้น และเพื่อให้รู้ว่าคำที่กล่าว  2 ครั้งนั้นเป็นคำซ้ำ ไม่ใช่คำเดี่ยวๆ เรียงกัน จึงต้องคิดเครื่องหมายกำกับไว้ ในภาษาไทยใช้ไม้ยมกแทนคำท้ายที่ซ้ำกับคำต้น (ยมก แปลว่าคู่ ไม้ยมกจึงใช้สำหรับคำซ้ำที่มาเป็นคู่ๆ กันเท่านั้นหาใช่มีไว้แทนคำอื่นๆ ที่มีเสียงเดียวกันทุกคำไปไม่) หากไม่ใช้ไม้ยมกจะทำให้สังเกตยากว่า คำใดเป็นคำเดี่ยว คำใดเป็นคำซ้ำ เช่น ชาวนาใส่เสื้อดำดำดำนา หรือพูดพูดไปอย่างนั้นเอง (พูด ไม่ใช่คำซ้ำ)

ลักษณะของคำซ้ำ
          1. คำซ้ำที่ซ้ำคำนาม แสดงพหูพจน์ บอกว่านามนั้นมีจำนวนมากกว่าหนึ่งได้แก่ เด็กๆ หนุ่มๆ สาวๆ เช่น เห็นเด็กๆ เล่นอยู่ในสนาม มีแต่หนุ่มๆ สาวๆ เดินไปเดินมา

          2. คำซ้ำที่ซ้ำคำขยายนาม แสดงพหูพจน์ก็มีเน้นลักษณะก็มีเช่น ฉันให้เสื้อดีๆ เขาไป เสื้อตัวนี้ยังดีๆ อยู่ มีแต่ปลาเป็นๆ
บางทีเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์ที่คำต้นด้วยเมื่อต้องการเน้นลักษณะคำขยายนั้นๆ ดังกล่าวแล้วในเรื่องวรรณยุกต์ ส่วนมากเสียงจะเปลี่ยนเป็นเสียงตรี ดังนี้  ดี๊ดี เก๊าเก่า บ๊าบ้า ร๊ายร้าย ซ้วยสวย

         3. คำซ้ำที่ซ้ำคำขยายนามหรือสรรพนาม แสดงความไม่เจาะจง หากพูดคำเดี่ยวคำเดียวย่อมเป็นการยืนยันเจาะจงแน่นอนลงไป   เช่น มะม่วงเล็ก แสดงว่า เล็ก แน่ไม่เป็นอื่น แต่ถ้าหากใช้คำซ้ำว่า ลูกเล็กๆ แสดงว่าอาจจะไม่เล็กทั้งหมด มีเล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ส่วนมากเห็นแต่ลูกเล็กๆ คำอื่นๆ ก็ทำนองเดียวกัน ดังนี้   
ที่ซ้ำคำขยาย ได้แก่ แดงๆ เช่น เสื้อสีแดงๆ แสดงว่าไม่แดงทีเดียว แต่มีลักษณะไปทางแดง  พอจะเรียกว่า แดง ได้ หรือกลมๆ เช่น ผลไม้ลูกกลมๆ อาจจะไม่กลมดิก แต่ค่อนไปทางกลมอย่างไข่เป็นต้นก็ได้
ที่ซ้ำคำนาม ได้แก่ ผู้ใหญ่ๆ เด็กๆ เช่น พวกเด็กๆ นั่งคนละทางกับพวกผู้ใหญ่ๆ  ซึ่งไม่แน่ว่าเป็นพวกเด็กทั้งหมด หรือผู้ใหญ่ทั้งหมดแต่ส่วนมากเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ หรือดูเป็นเด็กดูเป็นผู้ใหญ่
ที่ซ้ำคำสรรพนาม ได้แก่ เราๆ ท่านๆ เขาๆ เราๆ  หมายถึง คนสองฝ่ายแต่ไม่ได้ระบุแน่ว่าเป็นฝ่ายใด ฝ่ายเดียวกันหรือฝ่ายตรงกันข้าม

ที่เป็นคำซ้ำซ้อนกัน 2 คู่ ลักษณะเช่นนี้ก็มี เช่น สวยๆ งามๆ   ผิดๆ ถูกๆ ความหมายเจาะจงน้อยกว่า สวยงาม ผิดถูก

          4. คำซ้ำที่ซ้ำคำนามหรือคำบอกจำนวนนับจะแยกความหมายออกเป็นส่วนๆ   เมื่อมีคำ เป็น มาข้างหน้า ถ้าใช้คำเดี่ยวก็เป็นเพียงจำนวนครั้งเดียว แต่ถ้าใช้คำซ้ำ นอกจากจะว่าจำนวนนั้นมีมากกว่าหนึ่งแล้ว ยังแยกออกไปเป็นทีละหนึ่งๆ อีกด้วย เช่น  ชั่งเป็นกิโลๆ (ชั่งทีละกิโล และมีมากกว่ากิโลหนึ่ง)
ตรวจเป็นบ้านๆ ไป (ตรวจทีละบ้าน แต่มีหลายบ้าน)
ซื้อเป็นร้อยๆ (ซื้อหลายร้อย แต่ชั่งหรือนับกันทีละร้อย)
แตกเป็นเสี่ยงๆ (แตกออกหลายชิ้น แต่ละชิ้นกระจัดกระจายกันไป)
    น่าสังเกตว่า ทำเป็นวันๆ กับ ทำไปวันหนึ่งๆ มีความหมายต่างกันคือ ทำเป็นวันๆ หมายความว่า ทำวันหนึ่งก็ได้ค่าจ้างทีหนึ่ง ทีละวันๆ ไป ส่วน ทำไปวันๆ คือ ทำงานให้พ้นๆ ทีละวันๆ ไป

          5. คำซ้ำที่ซ้ำบุรพบท หรือคำขยาย ใช้ขยายกริยาบอกความเน้น เมื่อเป็นคำสั่งที่ซ้ำคำบุรพบท ได้แก่ เขียนกลางๆ นั่งในๆ เย็บตรงริมๆหยิบบนๆ วางใต้ๆ  ที่ซ้ำคำขยาย ได้แก่ เขียนดีๆ พูดดังๆ เดินเร็วๆ วิ่งช้าๆ
          6. คำซ้ำที่ซ้ำจากคำซ้อน 2 คู่ ใช้เป็นคำขยายบอกความเน้น  เช่น ออดๆ แอดๆ แสดงว่าป่วยไข้เสมอยิ่งกว่า ออดแอด ง่อกๆ แง่กๆ ดูจะไม่มั่งคงยิ่งกว่า ง่อกแง่ก

ข้อควรสังเกต
          1.คำที่มีเสียงซ้ำกันบางครั้งไม่ใช่คำซ้ำ ได้แก่ เขาพูดกันไปต่าง ๆ นานา ฉันเห็นเขาจะจะเลย ทั้ง 2 คำนี้เป็นคำมูลสองพยางค์ จะไม่ใช้ไม้ยมก
         2. คำที่มีความหมายและหน้าที่ในประโยคต่างกันไม่ใช่คำซ้ำ เช่น เมย์กำลังใช้แปรงแปรงผ้าที่กำลังซัก
          แปรง คำแรกเป็นคำนาม          แปรงคำที่สอง เป็นคำกริยา

การสร้างคำในภาษาไทย

การสร้างคำในภาษาไทย
คำมูล หมายถึง คำคำเดียวที่ไม่ได้ประสมกับคำอื่น ซึ่งคำมูลมีลักษณะดังนี้คือ
          1. มีความหมายสมบูรณ์ในตัว
          2. มีมาแต่เดิมในทุกภาษา
          3. อาจมีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ เช่น แม่ กรรม ฉัน เหนือ ว้าย ป้า แดง ดำ แบตเตอรี่ สับปะรด เป็นต้น

ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำมูล
          1. คำมูลในภาษาไทยมักเป็นคำพยางค์เดียวสะกดตรงตัวไม่มีคำควบกล้ำหรือการันต์
          2. คำมูลหลายพยางค์ เมื่อออกเป็นแต่ละพยางค์จะไม่มีความหมาย หรือความหมายไม่เกี่ยวข้องกับคำมูลนั้น ๆ เลย

การสร้างคำใหม่ มีอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือ 
1. คำซ้ำ
2. คำซ้อน
3. คำประสม

การแยกทักษะวิชาภาษาไทย

การแยกทักษะวิชาภาษาไทย              
เด็กที่จะอ่านออกเขียนได้ จะต้องมีทักษะวิชาภาษาไทย ตามลำดับดังนี้
    1.   การจำแนกพยัญชนะ
2.  การจำแนกสระ
3.  การอ่านคำที่ประสมด้วยพยัญชนะต้น 44 รูป 21 เสียง
4.  การอ่านคำที่ประสมด้วยสระ 32 รูป 21 เสียง
5.  การอ่านคำตามเสียงวรรณยุกต์
6.  การอ่านคำที่มีอักษรครบ
7.  การอ่านคำที่มีอักษรนำ
8.  การอ่านคำที่มีตัวสะกดรูป
9.  การอ่านคำที่มีตัวสะกดตรงมาตรา 8 มาตรา
10. การอ่านคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา 4 มาตรา
11.  การอ่านเขียนพยัญชนะ สระ ได้ถูกต้อง สวยงาม พอควร
12.  การอ่านจับใจความ
13.  การเขียนคำศัพท์ตามข้อ 3 – 10 รวมทั้งคำที่มีตัวการันต์
14.  การเขียนประโยค เขียนเรียงความ
    15.  การจดบันทึก คำบรรยาย ในวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ครูผู้สอนจะต้องแจกแจงทักษะเช่นเดียวกันให้สอดคล้องตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ในแต่ละสาระ ในแต่ละขั้นจะต้องมีการปรับวิธีสอน แต่ละวิธีให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน เช่น ในการสอบอาจจำเป็นต้องอ่านข้อสอบให้ฟัง หรือออกแบบวิธีสอนใหม่ โดยการสอบสัมภาษณ์ หลีกเลี่ยงการสอบข้อเขียน เป็นต้น 

เทคนิคการสอนภาษา
1.  Fading หมายถึง การเลือนลง ใช้ในการสอนเขียนตัวอักษร ตัวเลข ฝึกลายมือ
2. Phonics หมายถึง เสียง เป็นการสอนอ่านออกเสียง โดยคำนึงถึงหน่วยเสียงในภาษาเป็นสำคัญ 
ตัวอย่างการสอนสระอา
            มา  กา  วา   ยา 
การสอนอักษรควบกล้ำ
            กล้า กล้อง    กล้วย    กลืน 
3. Guided Note เป็นเทคนิคที่ทำให้คำหรือข้อความในประโยคในเรื่องที่อ่านมีสีเข้มขึ้น แตกต่างไปจากตัวอักษรอื่น ทำให้อ่านง่าย ใช้ในการสอนอ่านจับใจความ
4. 
Herring Bone Method เป็นการสอนโดยใช้ไดอะแกรมประกอบให้เห็นใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน เปรียบเสมือนก้างปลาที่มีก้างใหญ่ และก้องเล็ก ใช้ในการสอนอ่านจับใจความ
5. 
Graphic Organizer เป็นการใช้กราฟประกอบการอธิบายเนื้อหาใจความ ใช้ประกอบการบรรยายการสอน การอธิบายเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระ